วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


http://www.kroobannok.com/thumbnail_v.php?im=news_pic/p21498700635.jpg

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
.....

 บุคลิกภาพเป็นเรื่องของภาพรวมที่ตัวเราแสดงออกไป ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยมีคนอื่นมองอยู่ หรือรู้สึกกับสิ่งที่เราแสดงออก ดังนั้น จึงต้องมีการระมัดระวังและตกแต่งเสริมเติมให้บุคลิกภาพของเรายิ่งน่ามอง และเป็นที่ประทับใจของคนรอบตัว  ใครที่อยากบุตลิกภาพดี  วันนี้มีข้อแนะนำมาบอกค่ะ....




1. การมอง

         ทราบไหมคะว่า สายตาสามารถบอกถึงความรัก ความเกลียดชัง ความเมตตาปรานี ความโกรธแค้น ความเคารพนับถือ หรือความเหยียดหยาม ดูหมิ่นดูแคลนได้ ฉะนั้น เมื่อเราจะมองใคร เราจะต้องพยายามใช้สายตาด้วยความสุภาพเรียบร้อย ระวังในการใช้สายตาอย่าให้คนอื่นเกิดความเข้าใจผิดหรือรู้สึกติดลบได้


2. การแต่งกาย


         การแต่งกายบ่งบอกความพิถีพิถันและเอาใจใส่ตัวเอง ช่วยทำให้คนคนหนึ่งดูดีหรือดูแย่ได้ ทุกครั้งที่เลือกเครื่องแต่งกายหรือกำลังจะแต่งกาย ให้ต้องคำนึงถึงความสะอาดเรียบร้อย ถูกต้องและเหมาะสมกับกาลเทศะ แต่งกายให้พอดี อย่าให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไปจนกลายเป็นน่าเกลียด


3. การพูด


         ต้องมีศิลปะในการพูด พูดให้ชนะใจผู้ฟัง โดยจะต้องใช้คำพูดที่มีเหตุผล สุภาพ ไพเราะ มีน้ำเสียงชวนฟัง เสียงดังฟังชัด ฉะฉาน และใช้คำพูดที่เหมาะสมกับผู้ฟัง โดยคำนึงถึงวัย เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และความสนใจพิเศษของผู้ฟัง  ทั้งยังต้องคำนึงถึงสถานที่ เวลา และโอกาสด้วย


4. การเดิน


         ให้เดินตัวตรง อกผายไหล่ผึ่งเพื่อให้ดูสง่า แต่ไม่ต้องถึงกับหลังตรงตัวแข็งเหมือนนักเรียนนายร้อย เดินให้มีท่าทางสง่าและเรียบร้อย เวลาเดินให้ก้าวเท้ายาวพอประมาณ และสอดคล้องกับเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่สวมใส่ ว่าก้าแค่ไหนจึงดูคล่องแคล่วและปลอดภัย  ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดังจนเกินไป เพราะเสียงฝีเท้าจะไปรบกวนผู้อื่น ไม่เดินผ่ากลางผู้อื่นที่ยืนสนทนากันอยู่


5. การแสดงท่าทาง


         ต้องระวังท่าทางที่ไม่สวยงาม เวลาพูดหรือทำอะไรก็ตาม อย่ามีการแสดงท่าประกอบมากเกินไปจนน่าเกลียด หรือแสดงท่าที่ไม่สุภาพ ท่าทางที่ดีจะต้องมาจากพื้นฐานของความสงบ สำรวม ให้เกียรติทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ควรมีท่าทางประกอบเพื่อให้ดูผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ สง่า และเสริมในสิ่งที่พูดหรือเล่า นอกเหนือจากนั้นอาจไม่จำเป็นต้องมีท่าทางประกอบแต่อย่างใด


6. ทักษะในการทำงาน

         ในการทำงานใดๆ ก็ตามจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ต้องทำด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ด้วยความชำนาญ และให้ได้ผลงานดีเด่น ทำด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ อย่าให้น้อยไปกว่าความสามารถที่เรามีหรือทำได้ ความน่าชื่นใจของผู้ร่วมงานหรือหัวหน้างานทุกคนก็คือ การมีเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องที่ทำงาน "เต็มความสามารถ" อยู่ตลอดเวลา นั่นคือบุคลิกแห่งความสำเร็จด้วยค่ะ


7. สุขภาพ


         ต้องระวังสุขภาพให้ดี อย่าให้มีโรค ระวังรักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ ผู้ที่ป่วยออดๆ แอดๆ จะดูเป็นคนขี้โรค ซึ่งน่าเป็นห่วงมากกว่าน่าชื่นชม ดูอ่อนแอ ไม่คล่องแคล่ว โรคบางรคส่งผลถึงความซีดเซียว ห่อเหี่ยว หม่นหมอง จึงขาดสง่าราศี การดูแลสุขภาพให้ดีคือต้นทุนของการพัฒนาบุคลิกภาพที่สำคัญที่สุด


         สุขภาพนั้น ยังหมายรวมถึงรูปร่างและทรวดทรงด้วย อยากแต่งกายได้สวย หล่อ มีสง่า สะดุดตา ก็ต้องมีรูปร่างที่ดีเป็นพื้นฐานอยู่ก่อน เสื้อผ้าที่มีรสนิยม เข้ากับสีผิว กาลเทศะ และฐานภาพของผู้สวมใส่ จะยิ่งขับเน้นให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้นบุคลิกภาพที่ดีสร้างเสริมกันได้ค่ะ ไม่มีใครดูดีมาแต่อ้อนแต่ออก มาพัฒนากันทีละเล็กทีละน้อยในภายหลังทั้งนั้น แต่ต้องทำอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นแหละค่ะ คือความดูดีที่แท้จริง

ที่มา hilight.kapook.com/

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555


การ มีบุคลิกภาพที่ดี ย่อมส่งผลโดยตรงต่อภาพพจน์ที่ดีที่มีต่อสายตาของลูกค้า ถือว่าเป็นภาพภายนอกที่คุณจะต้องแต่งแต้ม เพื่อให้ลูกค้าประทับใจเมื่อแรกพบ การมีบุคลิกภาพที่ดีย่อมเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจ เป็นเสมือนโซ่คล้องใจลูกค้าให้เกิดความประทับใจ ความมั่นใจในตัวผู้ให้บริการคนนั้น ซึ่งมิใช่เป็นเพียงแค่พนักงานขายที่ทำหน้าที่ขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น
  • บุคลิกภาพที่ดี
                    สามารถบ่งบอกนัยของการทำ งานบางอย่างนั่นก็คือ การเตรียมความพร้อมที่มีต่อการทำงาน เป็นผู้พร้อมที่จะรับผิดชอบงานในทุกรูปแบบ พร้อมที่จะเผชิญปัญหาและอุปสรรคนานาประการ รวมถึงมีความพร้อมต่อการสร้างปฎิสัมพันธ์และการพูดคุยกับผู้อื่น  ดังนั้นบุคลิกภาพจึงเป็นเสมือนภาพลักษณ์ภายนอกที่สำคัญ ถือว่าเป็นหน้าตาและกระจกส่องภาพพจน์ของตนเองที่มีต่อสายตาผู้อื่น                                                                                                                       
  • การทักทาย
    เมื่อผู้ให้บริการแต่ง กายสุภาพเรียบร้อยและมีบุคลิกภาพที่ดีพร้อมในการปฏิบัติงานแล้ว เมื่อเริ่มต้นวันในการทำงานและพบกับลูกค้าที่เข้ามารับบริการ การทักทายจะเป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่เป็นเสมือนห่วงโซ่ร้อยใจระหว่างบุคคล ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในทางบวก ( Positive Relations) การ ทักทายจัดได้ว่าเป็นพรแสวงที่ทุกคนสามารถสร้างให้เกิดขึ้นมาได้ บุคคลที่รู้จักวิธีการทักทายผู้อื่นอย่างเหมาะสมด้วยกาลเทศะ เทคนิค และระดับของผู้ที่ถูกทักทายแล้วล่ะก็ บุคคลผู้นั้นย่อมมีเสน่ห์ชวนคบหาสมาคมด้วย ควร แสดงการทักทายด้วยการไหว้ เพราะการไหว้เป็นกิริยามารยาทที่สุภาพที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ของคนไทย การไหว้ที่ดีมิใช่สักแต่ว่าจะไหว้ การไหว้ที่ดีนั้นควรจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นพนม แล้วค่อย ๆ ก้มศีรษะเพื่อเป็นการแสดงความเคารพนอบน้อมบุคคลที่เราไหว้ด้วย พร้อมกับเอ่ยคำทักทายด้วยคำว่า สวัสดี 

  • การ มอบรอยยิ้ม
    ยิ้มเท่านั้นที่สามารถชนะใจลูกค้าได้ คนที่มีรอยยิ้มหรือเป็นคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ บ่งบอกได้ว่าเป็นคนที่อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี เป็นบุคคลที่น่าคบหาสมาคมด้วย ตรงกันข้ามกับคนที่ทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา เพราะดูแล้วไม่น่าใกล้ชิด ดูเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย ส่งผลให้ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้หรือคบหาสมาคมด้วย ดังนั้นการผูกมิตรที่ง่ายและสามารถทำได้อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การสร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้น การยิ้มไม่ใช่การแสยะยิ้มหรือฝืนยิ้ม ควรจะเป็นการแสดงออกจากใจจริง คนบางคนอาจไม่ชอบพูด แต่สามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับลูกค้าของตนจากรอยยิ้มได้ 

การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ตัวเราควรจะเป็นฝ่ายรุก รุกเข้าหาลูกค้าเพื่อสานต่อความผูกพัน อันนำมาซึ่งเสน่ห์ที่สามารถสร้างขึ้นมาได้จากการทักทายในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ในทางกลับกัน หากเราเป็นฝ่ายที่ถูกทักทายก่อน ก็ควรจะสนองตอบการทักทายนั้นด้วยเช่นกัน จงอย่าปล่อยให้ผู้ทักทายรู้สึกเสียหน้า หรืออับอาย เพราะเราไม่ยิ้มให้หรือไม่พูดด้วยเลย เพราะเมื่อเกิดความรู้สึกเช่นที่ว่านี้แล้ว แน่นอนว่าต่อไปบุคคลนั้นอาจจะไม่เข้ามาใช้บริการกับเราอีกต่อไปก็เป็นได้ และส่งผลต่อสัมพันธภาพในทางลบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรด้วย 

การเป็นผู้ให้บริการที่ดี มิใช่แต่ว่าจะทำงานตามหน้าที่หรือขอบเขตงานที่ได้รับมอบหมายตามตำแหน่งงาน ที่ถูกกำหนดขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Job Description เท่า นั้น แต่การที่จะมีจิตสำนึกของการให้บริการที่ดีได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีหัวใจของการให้ เป็นการให้ทุกอย่างเพื่อให้ลูกค้าพอใจ เพราะลูกค้าพอใจผลงานเรา ย่อมหมายความถึงผลงานที่กำลังจะตามมา และการเป็นผู้สังเกตที่ดีที่จะช่วยให้ลูกค้าพอใจได้นั้น ควรเป็นผู้ที่สามารถประมวลและประเมินผลข้อมูล เพื่อหากลยุทธ์หรือวิธีการที่เหมาะสมในการปรับเปลี่ยนการแสดงออกของตนเองที่ มีต่อลูกค้า เช่น สังเกตเห็นว่า ลูกค้ามีโมโหมา ทำเสียงเอะอะโวยวาย ไม่พอใจ …. คุณควรใจเย็น และพูดจาตอบกลับไปด้วยความสงบ และเห็นแก่ประโยชน์สูงสุดที่จะให้เขาได้  เช่นนี้เป็นต้น



ทายนิสัยจากรอยยิ้ม ของคุณ

- คนที่ยิ้มกว้าง

จะเห็นได้ชัด ๆ เลยว่าส่งประกายรัศมีความสุขออกจากรอยยิ้มกว้างนี้แหละค่ะ สร้างความสุขสดชื่นให้กับโลกนี้ไว้ไม่ให้แห้งเฉาและสิ้นหวัง และด้วยความที่ พูดอย่างที่คิดและจริงใจตรงไปตรงมานี้เองทำให้คนที่ยิ้มกว้างนี้มีแต่มิตร แท้และไม่เคยเหงาเลยค่ะ

- คนที่ยิ้มปากปิด
เป็นผู้ที่มีความพิถีพิถันและมีความเป็นส่วนตัวสูง (ปรี๊ดเลยค่ะ) เป็นคนที่ไม่ยอมเสี่ยงหากไม่ผ่านการตรวจสอบเสียก่อน และเป็นคนที่ไม่ค่อยจะวางใจอะไรใครง่าย ๆ เสียด้วย อาจต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะยอมเปิดเผยความลับหรือเรื่องราวของตัวเอง แหม๋...ลึกลับจริง ๆ นะ สำหรับคนที่ยิ้มปากปิด

- คนที่ยิ้มบาง
แย้มปากแต่เล็กน้อยมีหลาย ๆ คนกล่าวไว้ว่า เป็นการยิ้มที่มีบุคคลิกที่ดีที่สุดถือเป็นการยิ้มของนักการฑูตโดยแท้ (นั่นแน่อนาคตไกลจริงคนยิ้มแบบนี้) แต่ก็แสดงถึงการต้องการความเป็นส่วนตัวนะค่ะ การยิ้มแบบนี้แสดงถึงว่าอย่ามายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฉันนะเจ้าค่ะ

- คนที่ยิ้มแบบมุมปากข้างเดียว
สาวคนใดที่ยิ้มแบบนี้รับรองชาย ๆ ติดตรึมต้องมนต์เสน่ห์แน่นอน เรียกได้ว่า ติบหนึบเป็นแม่เหล็กดูดเหล็กเชียวละ หนุ่ม ๆ จะหลงใหลในเสน่ห์อันลึกลับของรอยยิ้มยั่ว แถมมีสิทธิ์บงการสั่งงานหนุ่ม ๆ ได้อีกละค่ะ (แต่ระวังน๊ามายาหนุ่มหนึ่งร้อยเก้าเล่มเกวียน)..อิอิ..

1. มีทัศนคติที่ดีต่องงานขาย สินค้า และลูกค้า การมีทัศนคติที่ดีต่องอาชีพที่คุณทำ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกอาชีพ ซึ่งงานขายนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความอดทนและใจรักสูง
2. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัท สินค้าที่ขาย คู่แข่ง การรู้จักศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการของทั้งตัวเองและคู่แข่ง ถือว่าเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการขายได้มากขึ้น
3. มีความสามารถในการขายตามขั้นตอนของการขาย การเปิดการขาย การเสนอขาย การขจัดข้อโต้แย้ง การปิดการขาย
4. ทำงานอย่างทุ่มเท เพราะงานขายเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถของตัวคุณเองล้วนๆ เพราะฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับความขยันหรือความทุ่มเทของตัวคุณเอง
5. งานขายเป็นงานที่คุณจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องมีความกระตือรือร้นในการขายตลอดเวลา
6. รู้จักควบคุมจิตใจและอารมณ์ให้ได้ เพราะแต่ละวันคุณจะเจอลูกค้าต่างๆ มากมาย
7. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หากใครคิดว่างานขายเป็นงานที่ไม่ต้องใช้สมอง ขอบอกว่าคุณคิดผิดถนัด หากไม่มีความคิดสร้างสรรค์ คุณคงไม่สามารถหากลยุทธ์ต่างๆ มาขายสินค้าได้แน่ๆ
8. มีบุคลิกภาพที่คนอยากเข้าหา นั่นคือ บุคลิกของคนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่สร้างความอึดอัด หรือความลำบากใจให้กับคนอื่นๆ เพราะอาชีพคุณเป็นอาชีพที่ต้องเจอคนเป็นหลัก
9. มีสุขภาพกายและจิตดี เหมาะสำหรับรูปแบบการทำงานที่ค่อนข้างเคร่งเครียด กดดัน และวุ่นวายในแต่ละวันกับการต้องพบปะลูกค้าหรือว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ
10. มีอุปนิสัยที่คนชอบ นั่นคือนิสัยที่คนอยากอยู่ใกล้ เป็นกันเอง ร่าเริง สนุกสนาน หรือมีน้ำใจ ใครๆเห็นก็ย่อมยินดีเปิดประตูหรืออ้าแขนรับคุณแน่ๆ

             

ประเมินตัวเอง เป้าหมายชีวิต
         บุคลิกภาพที่ดีจะต้องควบคู่ไปกับการมีกาลเทศะด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะส่งเสริมให้ตนเองนั้นมีบุคลิกภาพที่ดียิ่งขึ้น คือ เราจะต้องรอบคอบด้วยว่าในขณะนั้น ตัวเราอยู่ในสถานที่ใด ในสถานะอะไร และมีใครที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้การแสดงออกทางด้านบุคลิกภาพที่ดี ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้
               ในตัวของข้าพเจ้าเองนั้น มีความต้องการที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี ทั้งในด้าน ร่างกาย กริยา วาจา ใจ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าการฝึกฝนตนเองให้กลายเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นในระยะเวลาอันสั้นได้ ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหาก เรามีความพยายามและมุ่งมั่นที่จะทำจริงๆ
  ระยะเวลา
               1 เดือน ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2552 15 สิงหาคม 2552
วัตถุประสงค์การเรียนรู้
๑.     เ ป็นคนที่มีความมั่นใจในการแสดงออกถึงบุคลิกภาพของตน
๒.   เป็นคนที่แสดงออกถึงบุคลิกภาพได้อย่างถูกต้องตามกาลเทศะ
๓.   พบจุดพอดีหรือความเป็นตัวของตัวเองที่จะแสดงออกถึงบุคลิกภาพได้อย่างเหมาะสม
๔.   เพื่อที่จะเป็นที่ไว้วางใจในผู้ที่อาวุโสกว่า หรือ ผู้ที่รุ่นราวคราวเดียวกัน

วิธีการเรียนรู้
๑.     สอบถามกับผู้ที่เราเห็นว่าเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดี ตรงตามแบบอย่างที่เราต้องการจะเป็น
๒.   เลือกศึกษาด้วยตนเอง โดยค้นหาหนังสือ หรือบทความ ที่กล่าวถึงการฝึกบุคลิกภาพให้ดีขึ้น
๓.   เรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าในสถานการณ์นั้นๆเราควรวางตัวอย่างไรให้เหมาะสม

แนวทางพิสูจน์ว่าเกิดการเรียนรู้แล้ว
               อันดับแรกก็ต้องสำรวจตัวเองก่อนเลยว่าดูเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน ทั้งในด้านอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ เพราะหากเราฝึกบุคลิกภาพได้ดีขึ้นแล้ว สภาพอารมณ์และจิตใจก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีด้วย
               ต่อมาให้สังเกตจากคนรอบข้างว่ามีปฏิกิริยาอย่างไร หรือหากไม่ต้องการสังเกต ก็ให้เข้าไปถามเลยว่าเราเปลี่ยนไปบ้างแล้วหรือไม่มากน้อยเพียงใด

คำอธิบายเพิ่มเติม
               องค์ประกอบของบุคลิกภาพของบุคคล
               บุคลิกภาพของบุคคลประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆดังนี้
๑.     ด้านกายภาพ หมายถึงรูปร่างหน้าตา ทรวดทรง ท่าทาง การแต่งกาย การเดิน เป็นต้น
๒.   ด้านวาจา หมายถึง การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง ซึ่งผู้อื่นจะรับรู้ได้โดยการฟัง ลักษณะต่าง ๆ สะท้อน บุคลิกภาพด้านนี้เช่น การพูดไม่เข้าหูคน การพูดจากระโชกโฮกฮาก การพูดจาน่าฟัง เป็นต้น บุคลิกภาพทางวาจาที่ดีย่อมหมายถึงการพูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล น่าฟังเป็นมิตร และได้สาระ
๓.   ด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถทางการคิดแก้ปัญหา ไหวพริบ ความสามารถที่จะมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้อย่างเหมาะสม คิดเป็น รู้จักคิด คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี แสดงออกหรือสนองตอบผู้อื่นได้อย่าง“ทันกัน” และ “ทันกาล”
๔.   ด้านอารมณ์ หมายถึง การมีอารมณ์ดี คงเส้นคงวา ไม่วู่วาม เอาแต่อารมณ์ ฉุนเฉียวโกรธง่าย หรือบางคนมีอารมณ์ร่าเริง มากกว่าอารมณ์อื่น หรือบางคน เครียด เศร้า ขุ่นมัว หม่นหมองอยู่เสมอ
๕.   ด้านความสนใจและเจตคติของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปบางคนไม่สนใจการเมือง ซึ่งบางคนมีความสนใจ หลากหลายไม่สนใจเพียง เรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว
๖.    ด้านการปรับตัว มีผลต่อลักษณะของบุคลิกภาพ ถ้าใช้แบบที่ดีมีพฤติกรรมที่เหมาะสม สังคม ยอมรับ จะอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุข ตรงกันข้ามถ้าปรับตัวไม่ดีวางตัวในสังคมไม่เหมาะสม ย่อมมี ผลเสียต่อบุคลิกภาพด้านอื่น ๆ ไปด้วย

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555


สร้างจิตสำนึกในงานบริการ ตอน บุคลิกภาพที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

        การมีบุคลิกภาพที่ ดีสามารถบอกเกี่ยวกับการทำงานบางอย่าง เช่น การเตรียมความพร้อมที่มีต่อการทำงาน เป็นผู้พร้อมที่จะรับผิดชอบงานในทุกรูปแบบ พร้อมที่จะเผชิญปัญหา และอุปสรรคนานาประการ รวมถึงมีความพร้อมต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์และการพูดคุยกับผู้อื่น
        เพราะฉะนั้น บุคลิกภาพจึงเป็นเหมือนภาพลักษณ์ภายนอกที่สำคัญ ถือว่าเป็นหน้าตาและกระจกส่องภาพพจน์ของตัวเอง การสร้างบุคลิกภาพที่ดีของตนเองนั้นไม่ยาก ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความต้องการโดยมีเทคนิคและหลักการปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้

1. การจัดทรงผม
    คงจะเป็นเรื่องแน่ถ้าคุณเดินเข้าห้องประชุม หรือไปพบลูกค้าปรากฏหว่าผมคุณไม่ได้หวี  คุณลองคิดดูว่าฝ่ายตรงข้ามจะคิดอย่างไร? ซึ่งในบางครับคุณอาจเสียลูกค้าไปเลยก็ได้ โดยมีวิธีพัฒนาตัวเองดังนี้ ก่อนออกจากบ้านทุกครั้งตรวจดูทรงผมว่าเรียบร้อยหรือยัง และจัดทรงผมให้เหมาะสมกับกาลเทศะ โอกาส และบุคลิกภาพของตนเองด้วย

2. การแต่งกาย
    การ แต่งกายด้วยเสื้อผ่าที่หลุดลุ่ย มีกลิ่นเหม็นอับ เสื้อผ้าที่เซ็กซี่เกินไป การแต่งตัวเช่นนี้ทำให้คนอื่นคิดมากไปต่างๆ นาๆ หรือลูกค้าบางคนไม่ชอบก็จะทำให้ไม่ได้อยากพูดคุยด้วยก็เป็นได้ โดยมีแนวทางในการพัฒนาตนเองดังนี้ ควรเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่าง และบุคลิกลักษณะของตน โดยดูความเหมาะสมของบุคคลและสถานที่ที่คุณจะไปด้วย นอกจากนี้ควรดูสภาพเสื้อผ้าที่แต่งด้วย คือควรรีดและจัดเสื้อให้เรียบร้อย ที่สำคัญไม่ควรให้ผ้าเหม็นอับหรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์

3. การเดิน นั่ง และยืน
    ลักษณะการเดิน นั่ง และยืน สามารถบอกได้ถึงนิสัยของตัวคุณเองว่าเป็นคนอย่างไร มีอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการเป็นอย่างไร ซึ่งบางคนเดินห่อไหล่ ทำให้ดูไม่มั่นใจในตนเอง ไม่กล้าแสดงออก หลักง่ายๆ ในการเดิน นั่ง และยืนที่ดูดีก็คือ ยืดตัว หน้าตรง เดินแกว่งแขนไปมาเล็กน้อย เพราะการที่เราเดิน นั่ง และยืนถูกลักษณะนอกจากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตนเองแล้วยังมีผลต่อสุขภาพของ คุณเองอีกด้วย

4. การใช้สายตา และแววตา
    สายตาและแววตาที่แสดงออกมานั้นสามารถเป็นสิ่งดึงดูดใจผู้อื่นได้ แต่บางคนมีแววตาเศร้าหมอง สีหน้าอิดโรย ดูเหมือนคนไม่ได้นอน หรือเจอเจ้านายหรือลูกน้องด้วยแล้วจะทำให้บริษัทของคุณดูเงียบขรึมไปในทันที หรือบางคนเวลาที่เราคุยด้วยสายตาจะไปมองที่อื่น โดยคุณสามารถพัฒนาเริ่มจากตัวเองได้ดังนี้ การคุยกับผู้อื่นต้องสบตาเราต้องสบตาด้วยตลอด ไม่หลบหรือหลีกเลี่ยงการปะทะสายตา แต่การสบสายตานั้นไม่ใช่การจ้องแบบเอาเลือดเอาเนื้อ ควรเป็นการแสดงออกด้วยความรู้สึกเอาใจใส่ และความปรารถนาที่อยากจะพูดคุยด้วย รวมถึงมีแววตาที่เต็มใจให้ความช่วยเหลือ ความเป็นกันเอง และความร่วมมือต่างๆ ดังนั้นการนอนหลับพักผ่อน การดูแลสุขภาพของตนเองนั้นจะทำให้คุณมีสภาพจิตใจที่ดี และมีแววตาที่ดี สดใส และแจ่มใสอยู่เสมอ

5.การใช้คำพูด และน้ำเสียง
     การใช้คำพูด และน้ำเสียงนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าสายตาที่จ้องมองคู่สนทนาซะอีก เพราะการใช้น้ำเสียง และคำพูดที่ไม่ถูกกาลเทศะจะทำให้ความหมายที่สื่อออกมาผิด ยิ่งเป็นคนที่ไม่สุภาพด้วยแล้ว จะทำให้คนอื่นมองเราเป็นคนก้าวร้าว สักแต่ว่าจะพูด โดยคุณสามารถพัฒนาตัวเองได้ดังนี้ นิ่งเงียบ ใช้สถานการณ์ของการเงียบสยบความรู้สึก เพราะการที่ไม่พูดจะดีกว่าพูดออกมา แต่ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ก็ให้เลือกใช้คำพูดแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นจะดีกว่า คือ หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ดูถูกดูหมิ่น เหน็บแนม หรือใช้คำพูดก้าวร้าว

6. การแสดงพฤติกรรมอื่นๆ ที่ไม่ธรรมดา
    การแสดงพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การเอามือล้วงกระเป๋า ผิวปาก หรือยักคิ้ว ยักไหล่ เวลาพูดคุยกับคนอื่น หรือแสดงพฤติกรรมอื่นๆ ที่แปลกไปจากคนอื่น เพราะจะทำให้ดูเสียบุคลิกภาพ เสียภาพลักษณ์ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือต่อผู้พบเห็น ซึ่งสามารถพัฒนาตนเองได้ดังนี้ ให้สังเกตว่าตัวคุณมีพฤติกรรมแปลกไปจากคนอื่นหรือไม่ รวมถึงการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ควรต่อว่าหรือแสดงความโกรธเคืองหากมีคนตักเตือนหรือบอกกล่าวเกี่ยวกับ พฤติกรรมของตนที่ไม่ควรทำ ซึ่งอาจจะเป็นนิสัยที่คุณทำจนชินจนรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นอะไร อาจจะใช้เวลาในการปรับตัวบ้างก็แล้วแต่ตัวบุคคลว่าควบคุมตัวเองได้มากเท่า ไหร่


ที่มา :
http://th.jobsdb.com/th/TH/V6HTML/Home/customer_editor25.htm
 
ทุกท่านคงทราบดีแล้ว ว่าบุคลิกภาพที่ดีมีความหมายต่อชีวิตมาก

smart, work, ทำงาน, บุคลิกบุคลิกภาพ คือ คุณลักษณะทางกาย ทางจิตใจ และความรู้สึกนึกคิดที่สะท้อนออกมาให้ผู้อื่นเห็น และเกิดความประทับใจมากน้อยเพียงใด


บุคลิกภาพ มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ที่พบ เห็น จึงส่งผลต่อการยอมรับนับถือ การให้ความร่วมมือ การสนับสนุน และความไว้วางใจจากผู้อื่น


หลักและวิธีเสริมสร้างบุคลิกภาพทำได้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้


1.อิริยาบถ คือ การยืน เดิน นั่ง เป็นส่วนสำคัญที่บอกถึงบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล ต้องมีการเดิน ยืน นั่ง เปิด-ปิดประตู ขึ้นลงรถ อย่างถูกต้องสวยงาม

2.การรู้จักทำตัวให้เข้ากับบุคคล สถานที่ และเวลา อย่างถูกต้อง ถือ ว่ามีมารยาททางสังคมที่ดี เช่น การทักทายและการทำความเคารพที่ถูกวิธีและถูกกาลเทศะ การรู้จักธรรมเนียมของชาวต่างชาติ การปฏิบัติตนในงานเลี้ยงต่างๆ การไปเยี่ยมคนป่วย การมอบดอกไม้แสดงความยินดีหรือให้ผู้อาวุโส เป็นต้น

3.บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และ อาจเกิดอะไรขึ้นกับเราได้ทุกวินาทีนั้น เราต้องพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะที่พร้อม คือ ไม่ตกใจ ดีใจ เสียใจ กลัว เกินกว่าเหตุ สามารถควบคุมท่าทางของตนเองได้เป็นอย่างดี




แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพ ทำได้ด้วยการใส่ใจต่อการปฏิบัติตนให้หลายๆ ด้านค่ะ ขอแนะนำไว้เป็นแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้

A.การรักษาสุขภาพอนามัย เพื่อให้บุคลิกภาพดีตามไปด้วย ทำได้โดย


- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

- ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่ม หรือลดผิดปกติ

- ละเว้นการสูบบุหรี่ หรือยาเสพติดให้โทษทุกชนิด

- ไม่ดื่มสิ่งของที่มีแอลกอฮอล์ หรือคาเฟอีน

- พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชม.

- รักษาอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ


B.การดูแลร่างกาย เพื่อให้บุคลิกภาพดีตามไปด้วย ทำได้โดย


- รักษาความสะอาดในช่องปากและฟัน

- ดูแลรักษาเส้นผมและทรงผมให้เรียบร้อยทั้งด้านความสะอาดและรูปทรง

- โกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ตัดและขลิบให้เรียบร้อย

- รักษาผิวพรรณให้สะอาดสดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้ผิวแห้งกร้าน

- รักษากลิ่นตัว

- รู้จักการแต่งหน้าแต่พองาม

- ดูแลเล็บมือ เล็บเท้า ให้สะอาดอยู่เสมอ

- ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่สวมใส่ทุกวัน

- ตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี

- เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติรีบไปปรึกษาแพทย์


C.การแต่งกายเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพ ทำได้โดย


- สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ซักรีดให้เรียบ

- สีสันไม่ฉูดฉาด ควรเลือกสีให้เหมาะสมกับรูปร่างและผิวพรรณของตนเอง

- กระเป๋าถือและรองเท้า ควรใช้หนังที่มีคุณภาพดี สีเรียบ สำรวจส้นรองเท้าจัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อย

- แต่งหน้าให้แนบเนียน ไม่แต่งเข้มผิดธรรมชาติ เลือกใช้เครื่องสำอางที่มีคุณภาพดี

- เล็บและการทาเล็บ ไม่ควรไว้เล็บยาวจนเกินไป ควรเลือกสีกลางๆ อย่าปล่อยให้สีถลอกจะไม่น่าดู

- ผม หมั่นสระให้สะอาด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แปรงหวีให้เรียบร้อย เลือกทรงผมที่รับกับใบหน้า

- เครื่องประดับ ควรใช้เพื่อเสริมการแต่งกายให้ดูดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้เครื่องประดับมากจนเกินไปจนดูสะดุดตารกรุงรังไปหมด

- ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม

- ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ


D.การควบคุมอารมณ์และความเชื่อมั่นในตนเอง ทำได้โดย


ไม่ ปล่อยอารมณ์ไปตามใจตนเอง คนที่ควบคุมอารมณ์ตนเองได้จะได้เปรียบและจะเอาชนะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ในการปฏิบัติงานเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนอารมณ์ กันอยู่เสมอ ฉะนั้น บุคคลใดก็ตามที่ต้องการจะพัฒนาบุคลิกภาพของตนให้ดีขึ้น จะต้องเป็นคนรู้จักอดทนใจเย็นเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเกิดขึ้น

ส่วนการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองนั้น ทำได้โดย

- ยอมรับในความสามารถของตนเอง

- ถือคติว่าการทำงานสิ่งใดเมื่อทำแล้วต้องทำให้ดีที่สุด

- อย่านำความเก่งของผู้อื่นมาทับถมตนเอง

- หมั่นฝึกจิตใจตนเองให้ชนะความกลัวให้ได้



ความ รู้สึกนึกคิดของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดในด้านดี ไม่มองคนในแง่ร้าย จิตใจก็เป็นสุข ไม่มีความกังวล จึงควรพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิดดังนี้


1.มีความเชื่อมั่นในตนเองในการกระทำในสิ่งต่างๆ

2.มีความซื่อสัตย์ กระทำตนให้ผู้อื่นเชื่อถือเรา

3.มีความสามารถที่จะทำงานให้เหมาะสมกับที่ได้รับมอบหมาย

4.มีความกระตือรือร้นอยากจะทำสิ่งต่างๆ มากมาย และเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ

5.มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักปรับปรุงงานอยู่เสมอ

6.มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีความห่วงใยจะต้องทำให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา

7.มีความรอบรู้

8.พัฒนาความจำให้แม่นยำ

9.วางตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ

รายงานโดย :อ.ประณม ถาวรเวช