วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

สวัสดี ครับทุกท่านวันนครูเลิมีข้อมูลดีดีมาฝากกันอีกแล้วนะครับ สำหรับในวันนี้ มีข้อมูลดีดีเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพ มาเล่าสู่กันฟังนะคัรบผมสำหรับการพัฒนาบุคลิกภาพที่ครูเลิฟศึกษานี้มีทั้ง หมด 7 วิธีด้วยกันซึ่งประกอบด้วย การพัฒนาองค์ต่างๆดังนี้



1. การมอง


         ทราบ ไหมคะว่า สายตาสามารถบอกถึงความรัก ความเกลียดชัง ความเมตตาปรานี ความโกรธแค้น ความเคารพนับถือ หรือความเหยียดหยาม ดูหมิ่นดูแคลนได้ ฉะนั้น เมื่อเราจะมองใคร เราจะต้องพยายามใช้สายตาด้วยความสุภาพเรียบร้อย ระวังในการใช้สายตาอย่าให้คนอื่นเกิดความเข้าใจผิดหรือรู้สึกติดลบได้


2. การแต่งกาย


         การ แต่งกายบ่งบอกความพิถีพิถันและเอาใจใส่ตัวเอง ช่วยทำให้คนคนหนึ่งดูดีหรือดูแย่ได้ ทุกครั้งที่เลือกเครื่องแต่งกายหรือ กำลังจะแต่งกาย ให้ต้องคำนึงถึงความสะอาดเรียบร้อย ถูกต้องและเหมาะสมกับกาลเทศะ แต่งกายให้พอดี อย่าให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไปจนกลายเป็นน่าเกลียด


3. การพูด


         ต้อง มีศิลปะในการพูด พูดให้ชนะใจผู้ฟัง โดยจะต้องใช้คำพูดที่มีเหตุผล สุภาพ ไพเราะ มีน้ำเสียงชวนฟัง เสียงดังฟังชัด ฉะฉาน และใช้คำพูดที่เหมาะสมกับผู้ฟัง โดยคำนึงถึงวัย เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และความสนใจพิเศษของผู้ฟัง  ทั้งยังต้องคำนึงถึงสถานที่ เวลา และโอกาสด้วย


4. การเดิน


         ให้ เดินตัวตรง อกผายไหล่ผึ่งเพื่อให้ดูสง่า แต่ไม่ต้องถึงกับหลังตรงตัวแข็งเหมือนนักเรียน นายร้อย เดินให้มีท่าทางสง่าและเรียบร้อย เวลาเดินให้ก้าวเท้ายาวพอประมาณ และสอดคล้องกับเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่สวมใส่ ว่าก้าแค่ไหนจึงดูคล่องแคล่วและปลอดภัย  ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดังจนเกินไป เพราะเสียงฝีเท้าจะไปรบกวนผู้อื่น ไม่เดินผ่ากลางผู้อื่นที่ยืนสนทนากันอยู่
ทฤษฎีการพัฒนาบุคลิกภาพ
การปรับปรุงคุณสมบัติที่จำเป็น  (SHEAF  Model) 
การปรับปรุงทัศนคติที่ถูกต้อง  (PEYSOF Model) 
การควบคุมอารมณ์  (EMOTIONS Model)



ทฤษฎีการเข้าพบลูกค้า
A – ATTITUDES        ทัศนคติ  คุณสมบัติ  และการควบคุมอารมณ์
P – PREPARATION   เตรียมตัวด้านร่างกาย  จิตใจ  และอารมณ์
P – PROBE                 ค้นหาผลประโยชน์ของลูกค้าที่เขาปรารถนามากที่สุด
R – RELEX                ผ่อนคลายการป้องกันตัวของเขา
O – OBTAIN               ทำให้เขาชอบและมั่นใจในตัวท่าน
A – AROUSE              ปลุกความสนใจของเขาในข้อเสนอของท่าน
C – CREATIVE          เปิดการเจรจาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
H – HANDLING         จัดการเรื่องกลไก
บุคคลิกภาพดี..ไม่มีโรค เริ่มต้นง่ายๆ

ท่านั่งและท่ายืนเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนทำงาน

จากหนังสือบุคลิกภาพดีไม่มีโรคโดยคุณมานพ ประภาชานนท์  กล่าวว่า ท่ายืนและท่านั่ง มีผลต่อสุขภาพคุณมากยิ่งคนทำงานบางครั้งเร่งรีบและมองข้ามความสำคัญกิจกรรม ที่เป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น การนั่ง นอน ยืน เดิน ท่านั่งขับรถ ฯลฯซึ้งเหล่านี้ไม่ควรมองข้ามเพราะสามารถส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา อาทิเช่น ปวดเมื่อยหลัง ปวดศรีษะ ซึ่งบางคนก็ต้องพึ่งพาหมอหรือยาแต่ความจริงแล้วถ้าเรารู้วิธีปฎิบัติบัติ ตัวอย่างถูกต้องและเหมาะสมโรคภัยไข้เจ็บก็จะลดน้อยลงและวันนี้ทางเรามีท่า ที่ถูกต้อเพื่อสุขภาพทมาฝากค่ะลองเช็คตัวเองไปพร้อมๆกันน่ะค่ะ


1.ท่านั่งทำงานกับโต๊ะ เก้าอี้และโต๊ะทำงานควรมีระดับความสูงที่พอเหมาะกับตัวเองและเลือกเก้าอี้ ควรที่จะสามรถปรับระดับความสูงได้เหมาะและหมุนได้หรือถ้าเป็นเก้าอี้ธรรมดา ก็ลองหาหาหมอนหรือผ้ารองเพื่อนั่งสบายและควรควรมีที่พักเท้า ส่วนแขนควรวางบนโต๊ะข้อศอกควรงอประมาณ70-80 องศา
2.ท่านั่งทำงานกับกับคอมพิวเตอร์ ควรวางแป้นพิมพ์ที่ให้ต่ำกว่าตัวที่วางจอคอมพิวเตอร์ให้แขนขนานอยู่แนวเดียว กับโต๊ะหากต้องพิมพ์งานควรหาขาตั้งวางต้นฉบับให้เอียงขึ้นในระดับสายตา
3.ท่านั่งเขียนหนังสือ ควรนั่งหลังตรงและถ้าคุณต้องนั่งเขียนหรืออ่านเป็นประจำก็ควรปรับระดับพื้นโต๊ะให้เอียงขึ้นพอเหมาะคอจะได้ไม่ต้องก้มมาก
และนี้เป็นอีก2ท่าที่นำมาฝากค่ะซึ่งก็สำคัญมากเช่นกัน



4.ท่ายืนบรรยาย และถ้างานของคุณต้องยืนพูดนานๆนั้น ควรมีเก้าอี้เตี้ยๆหรือวางที่วางเท้าเพื่อพักเท้าข้างใดข้างหนึ่งไว้สลับกัน ส่วนแขนจะวางบนแท่นที่พูดก็ได้




5.ท่านั่งขับรถ ควรจัดเก้าอี้นั่งอยู่ ใกล้พวงมาลัยพอควร เข่าและสะโพจะต้องอยู่ในท่างอและเท้าเหยียบเบรคจนสุด ปรับเบาะเอนไปข้างหน้าเล็กน้อยบริเวณพนักพิงควรมีที่รองเอว


ที่มา:จากหนังสือบุคลิกภาพดี
รูปภาพประกอบ:internet

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


http://www.kroobannok.com/thumbnail_v.php?im=news_pic/p21498700635.jpg

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
.....

 บุคลิกภาพเป็นเรื่องของภาพรวมที่ตัวเราแสดงออกไป ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยมีคนอื่นมองอยู่ หรือรู้สึกกับสิ่งที่เราแสดงออก ดังนั้น จึงต้องมีการระมัดระวังและตกแต่งเสริมเติมให้บุคลิกภาพของเรายิ่งน่ามอง และเป็นที่ประทับใจของคนรอบตัว  ใครที่อยากบุตลิกภาพดี  วันนี้มีข้อแนะนำมาบอกค่ะ....




1. การมอง

         ทราบไหมคะว่า สายตาสามารถบอกถึงความรัก ความเกลียดชัง ความเมตตาปรานี ความโกรธแค้น ความเคารพนับถือ หรือความเหยียดหยาม ดูหมิ่นดูแคลนได้ ฉะนั้น เมื่อเราจะมองใคร เราจะต้องพยายามใช้สายตาด้วยความสุภาพเรียบร้อย ระวังในการใช้สายตาอย่าให้คนอื่นเกิดความเข้าใจผิดหรือรู้สึกติดลบได้


2. การแต่งกาย


         การแต่งกายบ่งบอกความพิถีพิถันและเอาใจใส่ตัวเอง ช่วยทำให้คนคนหนึ่งดูดีหรือดูแย่ได้ ทุกครั้งที่เลือกเครื่องแต่งกายหรือกำลังจะแต่งกาย ให้ต้องคำนึงถึงความสะอาดเรียบร้อย ถูกต้องและเหมาะสมกับกาลเทศะ แต่งกายให้พอดี อย่าให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไปจนกลายเป็นน่าเกลียด


3. การพูด


         ต้องมีศิลปะในการพูด พูดให้ชนะใจผู้ฟัง โดยจะต้องใช้คำพูดที่มีเหตุผล สุภาพ ไพเราะ มีน้ำเสียงชวนฟัง เสียงดังฟังชัด ฉะฉาน และใช้คำพูดที่เหมาะสมกับผู้ฟัง โดยคำนึงถึงวัย เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และความสนใจพิเศษของผู้ฟัง  ทั้งยังต้องคำนึงถึงสถานที่ เวลา และโอกาสด้วย


4. การเดิน


         ให้เดินตัวตรง อกผายไหล่ผึ่งเพื่อให้ดูสง่า แต่ไม่ต้องถึงกับหลังตรงตัวแข็งเหมือนนักเรียนนายร้อย เดินให้มีท่าทางสง่าและเรียบร้อย เวลาเดินให้ก้าวเท้ายาวพอประมาณ และสอดคล้องกับเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่สวมใส่ ว่าก้าแค่ไหนจึงดูคล่องแคล่วและปลอดภัย  ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดังจนเกินไป เพราะเสียงฝีเท้าจะไปรบกวนผู้อื่น ไม่เดินผ่ากลางผู้อื่นที่ยืนสนทนากันอยู่


5. การแสดงท่าทาง


         ต้องระวังท่าทางที่ไม่สวยงาม เวลาพูดหรือทำอะไรก็ตาม อย่ามีการแสดงท่าประกอบมากเกินไปจนน่าเกลียด หรือแสดงท่าที่ไม่สุภาพ ท่าทางที่ดีจะต้องมาจากพื้นฐานของความสงบ สำรวม ให้เกียรติทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ควรมีท่าทางประกอบเพื่อให้ดูผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ สง่า และเสริมในสิ่งที่พูดหรือเล่า นอกเหนือจากนั้นอาจไม่จำเป็นต้องมีท่าทางประกอบแต่อย่างใด


6. ทักษะในการทำงาน

         ในการทำงานใดๆ ก็ตามจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ต้องทำด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ด้วยความชำนาญ และให้ได้ผลงานดีเด่น ทำด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ อย่าให้น้อยไปกว่าความสามารถที่เรามีหรือทำได้ ความน่าชื่นใจของผู้ร่วมงานหรือหัวหน้างานทุกคนก็คือ การมีเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องที่ทำงาน "เต็มความสามารถ" อยู่ตลอดเวลา นั่นคือบุคลิกแห่งความสำเร็จด้วยค่ะ


7. สุขภาพ


         ต้องระวังสุขภาพให้ดี อย่าให้มีโรค ระวังรักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ ผู้ที่ป่วยออดๆ แอดๆ จะดูเป็นคนขี้โรค ซึ่งน่าเป็นห่วงมากกว่าน่าชื่นชม ดูอ่อนแอ ไม่คล่องแคล่ว โรคบางรคส่งผลถึงความซีดเซียว ห่อเหี่ยว หม่นหมอง จึงขาดสง่าราศี การดูแลสุขภาพให้ดีคือต้นทุนของการพัฒนาบุคลิกภาพที่สำคัญที่สุด


         สุขภาพนั้น ยังหมายรวมถึงรูปร่างและทรวดทรงด้วย อยากแต่งกายได้สวย หล่อ มีสง่า สะดุดตา ก็ต้องมีรูปร่างที่ดีเป็นพื้นฐานอยู่ก่อน เสื้อผ้าที่มีรสนิยม เข้ากับสีผิว กาลเทศะ และฐานภาพของผู้สวมใส่ จะยิ่งขับเน้นให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้นบุคลิกภาพที่ดีสร้างเสริมกันได้ค่ะ ไม่มีใครดูดีมาแต่อ้อนแต่ออก มาพัฒนากันทีละเล็กทีละน้อยในภายหลังทั้งนั้น แต่ต้องทำอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นแหละค่ะ คือความดูดีที่แท้จริง

ที่มา hilight.kapook.com/

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555


การ มีบุคลิกภาพที่ดี ย่อมส่งผลโดยตรงต่อภาพพจน์ที่ดีที่มีต่อสายตาของลูกค้า ถือว่าเป็นภาพภายนอกที่คุณจะต้องแต่งแต้ม เพื่อให้ลูกค้าประทับใจเมื่อแรกพบ การมีบุคลิกภาพที่ดีย่อมเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจ เป็นเสมือนโซ่คล้องใจลูกค้าให้เกิดความประทับใจ ความมั่นใจในตัวผู้ให้บริการคนนั้น ซึ่งมิใช่เป็นเพียงแค่พนักงานขายที่ทำหน้าที่ขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น
  • บุคลิกภาพที่ดี
                    สามารถบ่งบอกนัยของการทำ งานบางอย่างนั่นก็คือ การเตรียมความพร้อมที่มีต่อการทำงาน เป็นผู้พร้อมที่จะรับผิดชอบงานในทุกรูปแบบ พร้อมที่จะเผชิญปัญหาและอุปสรรคนานาประการ รวมถึงมีความพร้อมต่อการสร้างปฎิสัมพันธ์และการพูดคุยกับผู้อื่น  ดังนั้นบุคลิกภาพจึงเป็นเสมือนภาพลักษณ์ภายนอกที่สำคัญ ถือว่าเป็นหน้าตาและกระจกส่องภาพพจน์ของตนเองที่มีต่อสายตาผู้อื่น                                                                                                                       
  • การทักทาย
    เมื่อผู้ให้บริการแต่ง กายสุภาพเรียบร้อยและมีบุคลิกภาพที่ดีพร้อมในการปฏิบัติงานแล้ว เมื่อเริ่มต้นวันในการทำงานและพบกับลูกค้าที่เข้ามารับบริการ การทักทายจะเป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่เป็นเสมือนห่วงโซ่ร้อยใจระหว่างบุคคล ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในทางบวก ( Positive Relations) การ ทักทายจัดได้ว่าเป็นพรแสวงที่ทุกคนสามารถสร้างให้เกิดขึ้นมาได้ บุคคลที่รู้จักวิธีการทักทายผู้อื่นอย่างเหมาะสมด้วยกาลเทศะ เทคนิค และระดับของผู้ที่ถูกทักทายแล้วล่ะก็ บุคคลผู้นั้นย่อมมีเสน่ห์ชวนคบหาสมาคมด้วย ควร แสดงการทักทายด้วยการไหว้ เพราะการไหว้เป็นกิริยามารยาทที่สุภาพที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ของคนไทย การไหว้ที่ดีมิใช่สักแต่ว่าจะไหว้ การไหว้ที่ดีนั้นควรจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นพนม แล้วค่อย ๆ ก้มศีรษะเพื่อเป็นการแสดงความเคารพนอบน้อมบุคคลที่เราไหว้ด้วย พร้อมกับเอ่ยคำทักทายด้วยคำว่า “สวัสดี” 

  • การ “มอบรอยยิ้ม”
    ยิ้มเท่านั้นที่สามารถชนะใจลูกค้าได้ คนที่มีรอยยิ้มหรือเป็นคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ บ่งบอกได้ว่าเป็นคนที่อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี เป็นบุคคลที่น่าคบหาสมาคมด้วย ตรงกันข้ามกับคนที่ทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา เพราะดูแล้วไม่น่าใกล้ชิด ดูเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย ส่งผลให้ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้หรือคบหาสมาคมด้วย ดังนั้นการผูกมิตรที่ง่ายและสามารถทำได้อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การสร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้น การยิ้มไม่ใช่การแสยะยิ้มหรือฝืนยิ้ม ควรจะเป็นการแสดงออกจากใจจริง คนบางคนอาจไม่ชอบพูด แต่สามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับลูกค้าของตนจากรอยยิ้มได้ 

การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ตัวเราควรจะเป็นฝ่ายรุก รุกเข้าหาลูกค้าเพื่อสานต่อความผูกพัน อันนำมาซึ่งเสน่ห์ที่สามารถสร้างขึ้นมาได้จากการทักทายในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ในทางกลับกัน หากเราเป็นฝ่ายที่ถูกทักทายก่อน ก็ควรจะสนองตอบการทักทายนั้นด้วยเช่นกัน จงอย่าปล่อยให้ผู้ทักทายรู้สึกเสียหน้า หรืออับอาย เพราะเราไม่ยิ้มให้หรือไม่พูดด้วยเลย เพราะเมื่อเกิดความรู้สึกเช่นที่ว่านี้แล้ว แน่นอนว่าต่อไปบุคคลนั้นอาจจะไม่เข้ามาใช้บริการกับเราอีกต่อไปก็เป็นได้ และส่งผลต่อสัมพันธภาพในทางลบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรด้วย 

การเป็นผู้ให้บริการที่ดี มิใช่แต่ว่าจะทำงานตามหน้าที่หรือขอบเขตงานที่ได้รับมอบหมายตามตำแหน่งงาน ที่ถูกกำหนดขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Job Description เท่า นั้น แต่การที่จะมีจิตสำนึกของการให้บริการที่ดีได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีหัวใจของการให้ เป็นการให้ทุกอย่างเพื่อให้ลูกค้าพอใจ เพราะลูกค้าพอใจผลงานเรา ย่อมหมายความถึงผลงานที่กำลังจะตามมา และการเป็นผู้สังเกตที่ดีที่จะช่วยให้ลูกค้าพอใจได้นั้น ควรเป็นผู้ที่สามารถประมวลและประเมินผลข้อมูล เพื่อหากลยุทธ์หรือวิธีการที่เหมาะสมในการปรับเปลี่ยนการแสดงออกของตนเองที่ มีต่อลูกค้า เช่น สังเกตเห็นว่า ลูกค้ามีโมโหมา ทำเสียงเอะอะโวยวาย ไม่พอใจ …. คุณควรใจเย็น และพูดจาตอบกลับไปด้วยความสงบ และเห็นแก่ประโยชน์สูงสุดที่จะให้เขาได้  เช่นนี้เป็นต้น



ทายนิสัยจากรอยยิ้ม ของคุณ

- คนที่ยิ้มกว้าง

จะเห็นได้ชัด ๆ เลยว่าส่งประกายรัศมีความสุขออกจากรอยยิ้มกว้างนี้แหละค่ะ สร้างความสุขสดชื่นให้กับโลกนี้ไว้ไม่ให้แห้งเฉาและสิ้นหวัง และด้วยความที่ พูดอย่างที่คิดและจริงใจตรงไปตรงมานี้เองทำให้คนที่ยิ้มกว้างนี้มีแต่มิตร แท้และไม่เคยเหงาเลยค่ะ

- คนที่ยิ้มปากปิด
เป็นผู้ที่มีความพิถีพิถันและมีความเป็นส่วนตัวสูง (ปรี๊ดเลยค่ะ) เป็นคนที่ไม่ยอมเสี่ยงหากไม่ผ่านการตรวจสอบเสียก่อน และเป็นคนที่ไม่ค่อยจะวางใจอะไรใครง่าย ๆ เสียด้วย อาจต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะยอมเปิดเผยความลับหรือเรื่องราวของตัวเอง แหม๋...ลึกลับจริง ๆ นะ สำหรับคนที่ยิ้มปากปิด

- คนที่ยิ้มบาง
แย้มปากแต่เล็กน้อยมีหลาย ๆ คนกล่าวไว้ว่า เป็นการยิ้มที่มีบุคคลิกที่ดีที่สุดถือเป็นการยิ้มของนักการฑูตโดยแท้ (นั่นแน่อนาคตไกลจริงคนยิ้มแบบนี้) แต่ก็แสดงถึงการต้องการความเป็นส่วนตัวนะค่ะ การยิ้มแบบนี้แสดงถึงว่าอย่ามายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฉันนะเจ้าค่ะ

- คนที่ยิ้มแบบมุมปากข้างเดียว
สาวคนใดที่ยิ้มแบบนี้รับรองชาย ๆ ติดตรึมต้องมนต์เสน่ห์แน่นอน เรียกได้ว่า ติบหนึบเป็นแม่เหล็กดูดเหล็กเชียวละ หนุ่ม ๆ จะหลงใหลในเสน่ห์อันลึกลับของรอยยิ้มยั่ว แถมมีสิทธิ์บงการสั่งงานหนุ่ม ๆ ได้อีกละค่ะ (แต่ระวังน๊ามายาหนุ่มหนึ่งร้อยเก้าเล่มเกวียน)..อิอิ..

1. มีทัศนคติที่ดีต่องงานขาย สินค้า และลูกค้า การมีทัศนคติที่ดีต่องอาชีพที่คุณทำ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกอาชีพ ซึ่งงานขายนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความอดทนและใจรักสูง
2. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัท สินค้าที่ขาย คู่แข่ง การรู้จักศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการของทั้งตัวเองและคู่แข่ง ถือว่าเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการขายได้มากขึ้น
3. มีความสามารถในการขายตามขั้นตอนของการขาย การเปิดการขาย การเสนอขาย การขจัดข้อโต้แย้ง การปิดการขาย
4. ทำงานอย่างทุ่มเท เพราะงานขายเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถของตัวคุณเองล้วนๆ เพราะฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับความขยันหรือความทุ่มเทของตัวคุณเอง
5. งานขายเป็นงานที่คุณจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องมีความกระตือรือร้นในการขายตลอดเวลา
6. รู้จักควบคุมจิตใจและอารมณ์ให้ได้ เพราะแต่ละวันคุณจะเจอลูกค้าต่างๆ มากมาย
7. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หากใครคิดว่างานขายเป็นงานที่ไม่ต้องใช้สมอง ขอบอกว่าคุณคิดผิดถนัด หากไม่มีความคิดสร้างสรรค์ คุณคงไม่สามารถหากลยุทธ์ต่างๆ มาขายสินค้าได้แน่ๆ
8. มีบุคลิกภาพที่คนอยากเข้าหา นั่นคือ บุคลิกของคนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่สร้างความอึดอัด หรือความลำบากใจให้กับคนอื่นๆ เพราะอาชีพคุณเป็นอาชีพที่ต้องเจอคนเป็นหลัก
9. มีสุขภาพกายและจิตดี เหมาะสำหรับรูปแบบการทำงานที่ค่อนข้างเคร่งเครียด กดดัน และวุ่นวายในแต่ละวันกับการต้องพบปะลูกค้าหรือว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ
10. มีอุปนิสัยที่คนชอบ นั่นคือนิสัยที่คนอยากอยู่ใกล้ เป็นกันเอง ร่าเริง สนุกสนาน หรือมีน้ำใจ ใครๆเห็นก็ย่อมยินดีเปิดประตูหรืออ้าแขนรับคุณแน่ๆ